ครม. ไฟเขียวขยาย “โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ถึงปี 2574
เจาะลึกทุกกลุ่มเป้าหมาย สิทธิประโยชน์ และขั้นตอนสมัครเรียนฟรี ปั้นกำลังคนสมรรถนะสูง 81,600 คน ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต
สรุปเร็ว ๆ ก่อนอ่านยาว
- คณะรัฐมนตรี (15 ก.ย. 2569) เห็นชอบขยายเวลา “โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะสูงฯ” จากเดิมสิ้นสุดปี 2569 ออกไปจนถึงปี 2574
- ใช้งบคงเหลือเดิม 3,100 ล้านบาท (จากกรอบวงเงินรวม 13,086.38 ล้านบาท ที่อนุมัติไว้ตั้งแต่ปี 2561)
- ตั้งเป้าผลิต-พัฒนากำลังคนเพิ่มอีก 81,600 คน ในช่วงปี 2570–2574 แบ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น (Non-Degree) 80,000 คน และระดับปริญญา 1,600 คน
- แนวคิดหลัก “Skills-First Degree Later” เรียนเร็ว ได้ทักษะจริง ไปทำงานได้ก่อน แล้วค่อยสะสมหน่วยกิตไปเทียบโอนปริญญาในภายหลัง
- ผลงานที่ผ่านมา (2561–2568) ผลิตกำลังคนแล้วกว่า 90,035 คน มีงานทำภายใน 1 ปีกว่า 80% เงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าหลักสูตรปกติ
โครงการนี้คืออะไร
“โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย” เป็นโครงการของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 มีเป้าหมายผลิตและพัฒนา “กำลังคนสมรรถนะสูง” ให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง แทนการผลิตบัณฑิตแบบเดิมที่เน้นทฤษฎีเป็นหลัก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการจากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2569 ออกไปจนถึงปี 2574 ตามที่ อว. เสนอ โดยจะใช้งบประมาณคงเหลือจากกรอบวงเงินเดิมจำนวน 3,100 ล้านบาท (จากกรอบทั้งหมด 13,086.38 ล้านบาท ที่ ครม. เคยอนุมัติไว้เมื่อปี 2561) มาขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป
เป้าหมายของระยะขยาย (2570–2574)
- ผลิตและพัฒนากำลังคนรวม 81,600 คน แบ่งเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) 80,000 คน และหลักสูตรระดับปริญญา 1,600 คน
- ตอบโจทย์ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต และยุทธศาสตร์ของประเทศ เช่น เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง และการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs
- ปรับแนวคิดการเรียนรู้ใหม่ ภายใต้แนวคิด “Skills-First Degree Later” คือเรียนหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้ได้ทักษะและนำไปทำงานได้ก่อน แล้วจึงสะสมหน่วยกิตไปเทียบโอนรับปริญญาในภายหลังได้
ใครคือกลุ่มเป้าหมาย ควรเรียนหรือไม่
โครงการนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะ “นักศึกษาในระบบ” เท่านั้น แต่ออกแบบมาเพื่อคนทุกช่วงวัยของกำลังแรงงาน แบ่งกลุ่มเป้าหมายหลักได้ดังนี้
1) นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่
นักศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต้องการเสริมทักษะเฉพาะทางควบคู่กับการเรียนปกติ โดยเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสได้งานทันทีหลังจบการศึกษา เนื่องจากหลักสูตรกำหนดให้ต้องฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของหลักสูตร
2) คนวัยทำงานที่ต้องการ Reskill / Upskill
พนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ต้องการปรับทักษะเดิมให้ทันเทคโนโลยี (Upskill) หรือเปลี่ยนสายงานไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ (Reskill) โดยไม่ต้องลาออกจากงานประจำ เพราะหลักสูตร Non-Degree ใช้เวลาสั้นเพียง 3–4 เดือน (หรือประมาณ 9 หน่วยกิต) และหลายแห่งจัดเรียนเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์
3) ผู้ที่กำลังหางานหรือว่างงาน
ผู้จบการศึกษาใหม่หรือผู้ที่ว่างงานที่ต้องการทักษะเฉพาะทางเพื่อเพิ่มโอกาสในการสมัครงาน เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าผู้สำเร็จหลักสูตรมีอัตราการได้งานทำภายใน 1 ปี สูงกว่าร้อยละ 80
4) ผู้ประกอบการและ SMEs
เจ้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องการนำเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ใหม่ เช่น ดิจิทัล ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) หรือระบบอัตโนมัติ ไปประยุกต์ใช้ในกิจการของตนเอง
5) ผู้สูงอายุหรือผู้เกษียณอายุที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ
บางหลักสูตรในโครงการเปิดกว้างสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้เกษียณแล้วที่ต้องการประกอบอาชีพใหม่ที่แตกต่างจากเดิม สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของโครงการ
กล่าวโดยสรุป ผู้ที่ “ควรสมัคร” คือผู้ที่ต้องการทักษะเฉพาะทางไปใช้งานจริงในเวลาอันสั้น มากกว่าผู้ที่ต้องการปริญญาบัตรแบบดั้งเดิม และเหมาะกับผู้ที่สนใจ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศเป็นพิเศษ
สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ
สิทธิประโยชน์หลักของผู้เข้าร่วมโครงการ
- เรียนฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย — หลักสูตร Non-Degree ส่วนใหญ่ที่ผ่านการรับรองจาก อว. ไม่เก็บค่าเล่าเรียนจากผู้เรียน เพราะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ (ควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละหลักสูตรอีกครั้ง เนื่องจากบางหลักสูตรอาจมีค่าใช้จ่ายบางส่วน)
- ได้ประกาศนียบัตรรับรองทักษะ เมื่อสำเร็จหลักสูตร สามารถนำไปใช้ประกอบการสมัครงานหรือขอปรับตำแหน่ง/เงินเดือนได้
- สะสมหน่วยกิตเทียบโอนปริญญาได้ในภายหลัง ตามแนวคิด Skills-First Degree Later ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หากต้องการศึกษาต่อระดับปริญญา
- ฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการไม่น้อยกว่า 50% ของหลักสูตร ทำให้ได้ประสบการณ์ทำงานจริงก่อนจบหลักสูตร
- โอกาสได้งานทำสูง จากสถิติที่ผ่านมา ผู้สำเร็จหลักสูตรมีอัตราการได้งานทำภายใน 1 ปี สูงกว่าร้อยละ 80 และมีอัตราเงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าหลักสูตรปกติทั่วไป
- เรียนรู้ตรงตามความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ AI ยานยนต์ไฟฟ้า และการแพทย์มูลค่าสูง ซึ่งเป็นสายงานที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างต่อเนื่อง
รูปแบบหลักสูตร
หลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree)
- ระยะเวลาเรียนสั้น ประมาณ 3–4 เดือน หรือเทียบเท่า 9 หน่วยกิต
- เน้น Reskill / Upskill / New Skill ให้ทันความต้องการของตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว
- ส่วนใหญ่จัดการเรียนการสอนแบบยืดหยุ่น เช่น เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้คนวัยทำงานเรียนได้โดยไม่กระทบงานประจำ
- เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของระยะขยายนี้ คิดเป็น 80,000 คน จากเป้าหมายรวม 81,600 คน
หลักสูตรระดับปริญญา (Degree)
- ปรับปรุงหลักสูตรปริญญาให้บูรณาการการฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการมากขึ้น
- เป้าหมายในระยะนี้ 1,600 คน
- เหมาะกับผู้ที่ต้องการปริญญาควบคู่กับทักษะเฉพาะทางที่ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ต้องสมัครอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่
ข้อควรทราบสำคัญ: ประกาศของคณะรัฐมนตรีฉบับนี้เป็นการอนุมัติ “กรอบและงบประมาณ” ของโครงการในภาพรวมระดับประเทศ ส่วนการเปิดรับสมัครผู้เรียนจริงจะดำเนินการโดยสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งที่ได้รับการคัดเลือกให้จัดหลักสูตรภายใต้โครงการ ซึ่งจะทยอยประกาศรับสมัครเป็นรุ่น ๆ ตามรอบปีงบประมาณ/ปีการศึกษา ไม่มีวันเปิด-ปิดรับสมัครวันเดียวทั่วประเทศ
ขั้นตอนการติดตามและสมัคร
- ติดตามประกาศจากมหาวิทยาลัยที่สนใจ — สถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ (เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยของรัฐ และสถาบันเอกชน) จะประกาศรับสมัครผ่านเว็บไซต์คณะ/มหาวิทยาลัยของตนเอง
- ติดตามช่องทางกลางของหน่วยงานเจ้าของโครงการ ได้แก่ เว็บไซต์กระทรวง อว. (mhesi.go.th) และเพจเฟซบุ๊กที่เผยแพร่ข่าวสารโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะรวบรวมและประชาสัมพันธ์หลักสูตรที่เปิดรับในแต่ละช่วง
- ตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละหลักสูตร — แต่ละหลักสูตรกำหนดกลุ่มเป้าหมายและคุณสมบัติผู้สมัครแตกต่างกัน จึงควรอ่านรายละเอียดประกาศของหลักสูตรนั้น ๆ ให้ครบถ้วนก่อนสมัคร
- กรอกใบสมัครตามที่แต่ละสถาบันกำหนด — ส่วนใหญ่เป็นระบบสมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของคณะ/มหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรนั้น พร้อมแนบเอกสารประกอบตามที่ระบุ
- รอประกาศผลและยืนยันสิทธิ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด — หากไม่ยืนยันสิทธิ์ตามกำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์และเรียกผู้สมัครสำรองลำดับถัดไปแทน
- เข้าเรียนตามเงื่อนไข โดยทั่วไปกำหนดให้เข้าเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของชั่วโมงเรียนทั้งหมด และส่งงาน/ฝึกปฏิบัติงานให้ครบตามหลักสูตรจึงจะได้รับประกาศนียบัตร
ช่วงเวลาเปิดรับสมัคร
โดยทั่วไปสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งจะเปิดรับสมัครเป็นรอบ ๆ ตามปีงบประมาณ ซึ่งในอดีตมักอยู่ในช่วงปลายปีจนถึงต้นปีถัดไป (เช่น ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) หรือช่วงต้นปีการศึกษา แต่ละรุ่นจะแจ้งกำหนดการรับสมัคร การประกาศผล และวันเปิดเรียนไว้ในประกาศของตนเองอย่างชัดเจน ผู้สนใจจึงควรติดตามประกาศของสถาบันที่ต้องการสมัครโดยตรง เนื่องจากช่วงเวลาสมัครของปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป (ตามกรอบที่ขยายใหม่) ยังไม่ได้มีการประกาศรอบรับสมัครแบบรวมศูนย์ในเวลาที่เผยแพร่ข่าวนี้
ข้อควรระวังก่อนสมัคร
- แต่ละหลักสูตรมีคุณสมบัติผู้สมัครและเนื้อหาการเรียนแตกต่างกันมาก ควรอ่านรายละเอียดของหลักสูตรที่สนใจให้ครบถ้วนก่อนสมัคร ไม่ควรยึดตามภาพรวมของโครงการเพียงอย่างเดียว
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหลักสูตรที่จะสมัครเป็นหลักสูตรที่ผ่านการรับรองจาก อว. ภายใต้โครงการนี้จริง เพื่อป้องกันความสับสนกับหลักสูตรอบรมทั่วไปที่ใช้ชื่อคล้ายกัน
- แม้หลายหลักสูตรจะ “เรียนฟรี” แต่เงื่อนไขค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันในแต่ละรุ่น/สถาบัน ควรสอบถามผู้จัดหลักสูตรโดยตรงเพื่อความชัดเจน
- การเข้าเรียนและการฝึกปฏิบัติงานมีเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องปฏิบัติตาม (เช่น เข้าเรียนไม่น้อยกว่า 80%) หากไม่ผ่านเกณฑ์อาจไม่ได้รับประกาศนียบัตร
จุดเด่นของโครงการ
- แนวคิด Skills-First Degree Later ที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบอุดมศึกษาไทย เปิดทางให้คนเรียนทักษะก่อนแล้วค่อยไปต่อปริญญาทีหลัง ลดข้อจำกัดเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายในการกลับไปเรียนใหม่
- เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศโดยตรง ทำให้ทักษะที่ได้เรียนสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและความต้องการแรงงานในอนาคต
- มีข้อมูลผลสัมฤทธิ์ที่พิสูจน์แล้ว จากผลการดำเนินงาน 8 ปีที่ผ่านมา (2561–2568) ที่ผลิตกำลังคนได้แล้วกว่า 90,035 คน อัตราการมีงานทำและเงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป
- รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เปิดกว้างให้ทุกช่วงวัยของกำลังแรงงาน ตั้งแต่นักศึกษาจนถึงผู้สูงอายุที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ
- งบประมาณรองรับชัดเจนจนถึงปี 2574 ทำให้มีความต่อเนื่องของโครงการในระยะยาว ไม่ใช่การจัดอบรมเฉพาะกิจระยะสั้น
สรุป
การขยายเวลา “โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ” ถึงปี 2574 ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับคนไทยทุกช่วงวัยที่ต้องการยกระดับทักษะให้ทันกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ต้องการเพิ่มโอกาสได้งาน คนทำงานที่ต้องการปรับตัว ผู้ว่างงานที่ต้องการทักษะใหม่ ผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ หรือแม้แต่ผู้สูงอายุที่อยากเริ่มต้นอาชีพใหม่ โดยจุดแข็งของโครงการอยู่ที่การเรียนระยะสั้น ค่าใช้จ่ายต่ำหรือฟรี ได้ฝึกงานจริง และมีสถิติการได้งานทำที่น่าเชื่อถือ ผู้สนใจควรติดตามประกาศรับสมัครจากสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการและเว็บไซต์กระทรวง อว. อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดโอกาสในแต่ละรอบการรับสมัคร
แหล่งข้อมูล: เว็บไซต์รัฐบาลไทย (thaigov.go.th), เว็บไซต์กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (mhesi.go.th) และประกาศรับสมัครของสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ