รีวิวชีวิตจริง “พี่แบม-แขธิฌา” เด็กเอกญี่ปุ่น ศิลปศาสตร์ ม.รังสิต กับก้าวแรกในฐานะนักศึกษาฝึกงาน ล่ามโรงงานรถยนต์

การเรียนภาษาในห้องเรียนกับการนำไปใช้ทำงานจริง อาจจะมีความแตกต่างกันด้วยหลายๆ ปัจจัย ยิ่งถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีทั้งกฎระเบียบที่เข้มงวด และคำศัพท์เฉพาะทางมากมาย บรรทัดต่อจากนี้ จะเป็นเรื่องเล่าและมุมมองของ “พี่แบม-แขธิฌา นามิ่ง” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต รุ่นพี่ที่สตาร์ทชีวิตมหาวิทยาลัยจากความกลัว แต่ได้รับโอกาสดีๆ จากภาควิชาฯ จนสามารถไปฝึกงานในฐานะล่ามที่ KYB (Thailand) Co., Ltd. บริษัทผู้ผลิตโช้คอัพและระบบช่วงล่างรถยนต์ชื่อดัง
“แบม จบมัธยมต้นที่โรงเรียนศรีโคตรบูรณ์ และจบมัธยมปลายที่โรงเรียนปิยะมหาราชาลัย จังหวัดนครพนม และเลือกศึกษาต่อที่เอกภาษาญี่ปุ่น วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ด้วยเหตุผลที่ว่าการรู้หลายภาษาเป็นทักษะที่สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะช่วยในการสื่อสารแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เราทำงานร่วมกับคนจากหลากหลายประเทศได้มากขึ้น รู้หลายภาษาจึงเป็นข้อได้เปรียบ ซึ่งหนูเรียนสายภาษาญี่ปุ่นมาตั้งแต่ ม.ปลาย เลยอยากสานต่อและพัฒนาทักษะนี้ให้ลึกซึ้งขึ้นค่ะ ส่วนเหตุผลที่เลือกวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต เพราะหนูรู้ข้อมูลมาจากรุ่นพี่และที่โรงเรียนเก่าว่า ที่นี่มีอาจารย์เจ้าของภาษาชาวญี่ปุ่นสอนโดยตรง อีกทั้งยังมีโครงการแลกเปลี่ยนและโอกาสไปฝึกงานในต่างประเทศที่ชัดเจนมาก ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะภาษาและให้ประสบการณ์จริงได้ดี รวมถึงมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงด้านการเรียนการสอน มีความพร้อมที่จะช่วยผลักดันให้เราไปได้ไกลในสายอาชีพนี้ค่ะ หนูเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ ตอนแรกกังวลมากกับการต้องเข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ คนเดียว กลัวว่าจะปรับตัวไม่ได้ ทั้งเรื่องสังคมและการใช้ชีวิตประจำวัน วันแรกที่มาถึงมหาวิทยาลัยก็ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ค่ะ แต่พอได้เข้ามาจริงๆ สิ่งที่ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปคือคนรอบตัวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน รุ่นพี่ หรืออาจารย์ ทุกคนให้คำแนะนำและช่วยเหลือดีมาก จำได้เลยตั้งแต่วันแรกที่เข้าหอพักในมหาวิทยาลัย คุณป้าแม่บ้านมาช่วยย้ายของ แถมยังพาเดินไปดูจุดต่างๆ รอบหอ แกบอกว่า ‘อยู่ที่นี่กันสบายๆ มีอะไรบอกป้าได้เลยไม่ต้องกลัว’ เวลาเจอกันก็ยิ้มทักทายตลอด มันทำให้หนูสบายใจขึ้นมาก จากความกังวลในตอนแรก กลายเป็นรู้สึกว่าตัวเองโชคดีจังที่ได้เจอสังคมที่อบอุ่นและใจดีแบบนี้ ทำให้มั่นใจในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยมากขึ้นค่ะ”
นักกิจกรรม นักภาษา และนักศึกษา นิยามตัวเองผ่าน 3 บทบาทในรั้วมหาวิทยาลัย
“สำหรับหนู ทั้ง 3 บทบาทนี้มันส่งเสริมกันค่ะ ในฐานะนักกิจกรรมหนูมองว่าเป็นโอกาสในการออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น ฝึกความรับผิดชอบ และพัฒนาทักษะการปรับตัวในสังคม ทำให้ได้ Connection และเพื่อนใหม่ๆ เยอะมากค่ะ ในฐานะนักภาษาหนูให้ความสำคัญกับการฝึกฝนและพัฒนาทักษะภาษาที่ไม่ได้อยู่แค่ในตำราเรียน แต่รวมถึงการนำไปใช้จริง เพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างเข้าใจและถูกต้อง ในฐานะนักศึกษาหน้าที่หลักคือการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งในด้านทักษะชีวิตและด้านวิชาการที่เราถนัดรวมถึงสิ่งที่ไม่ถนัด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่เราตั้งไว้ค่ะ”
การฝึกงานที่เลือกได้เอง: สู่หน้างานจริงที่บริษัท KYB (Thailand)
“ที่วิทยาลัยของเรา เด่นเรื่องที่นักศึกษาสามารถเลือกสถานที่ฝึกงานตามความสนใจได้ และหนูก็เลือกสถานที่ฝึกงานจากความสนใจของตัวเองเป็นหลักเลยค่ะ ตัวหนูตั้งโจทย์ไว้ว่า อยากได้สถานที่ทำงานที่เราสามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นได้ทุกวัน และได้ฝึกสื่อสารกับเจ้าของภาษาโดยตรง เพราะการฝึกงานคือโอกาสสำคัญที่เราจะได้ลองเอาสิ่งที่เรียนมาใช้จริง เรียนรู้วันที่ต้องทำงานจริงๆ เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรและการปรับตัวร่วมกับคนอื่น หนูใช้เวลาหาที่ฝึกงานค่อนข้างนาน จนมาเจอ KYB (Thailand) ซึ่งตอบโจทย์หนูมาก เพราะเป็นบริษัทในเครือญี่ปุ่นผู้ผลิตโช้คอัพและระบบช่วงล่างรถยนต์ที่มีโรงงานตั้งอยู่ในไทย มีทั้งผู้บริหารชาวญี่ปุ่น ชาวไทย และมีพนักงานชาวญี่ปุ่นทำงานอยู่ด้วยเยอะมาก ทำให้น่าจะได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นในหลายรูปแบบ และอาจารย์ที่คณะก็ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ที่นี่มีทั้งส่วนสำนักงานและส่วนโรงงานที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นทำงานจริงเลยตัดสินใจสมัครที่นี่ค่ะ ตอนแรกที่รู้ว่าจะได้ทำตำแหน่งล่าม ค่อนข้างกังวลและตื่นเต้นพร้อมๆ กันเลยค่ะ เพราะเรามักจะได้ยินมาว่างานล่ามมีความกดดันสูง ทั้งเรื่องเวลาและการทำงานร่วมกับคนเยอะ แล้วส่วนตัวหนูเป็นคนไม่ค่อยกล้าพูดด้วย ก็กลัวว่าจะทำงานยาก จึงเตรียมตัวเยอะมาก นำคำศัพท์ในบทเรียนกลับมาทบทวน และหาคำศัพท์ที่มักเจอในบริษัทหรือโรงงานญี่ปุ่นเพิ่ม รวมถึงศึกษาเรื่องมารยาทการทำงานและลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่น
เจาะลึกความหินของ “ล่ามโรงงานผลิตโช้คอัพ” ศัพท์ในตำรา vs ชีวิตจริง
“ไม่ว่าจะล่ามอะไรก็ยากหมดค่ะ เพราะเราเป็นตัวกลางในการสื่อสารที่ต้องทำให้ทั้งผู้พูดและผู้ฟังเข้าใจตรงกันอย่างถูกต้อง ภายใต้ข้อจำกัดของเวลา แต่การเป็นล่ามที่ KYB ยากขึ้นไปอีก เพราะเป็นเรื่องกระบวนการผลิตโช้คอัพและช่วงล่างรถยนต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไกลตัวหนูมาก ทำให้ต้องเรียนรู้กระบวนการและหน้าที่ของผลิตภัณฑ์เพิ่มค่อนข้างเยอะ หนูต้องเตรียมคำศัพท์เทคนิคเยอะมาก ทั้งหาอ่านหนังสือกระบวนการผลิต หนังสือคำศัพท์ญี่ปุ่นที่ใช้ในโรงงาน และคำศัพท์เฉพาะของ KYB เอง ในทุกๆ วันที่จะมีการประชุม หนูจะพกกระดาษกับดินสอติดตัวไว้ตลอดเวลาเพื่อจดคำใหม่ๆ ที่ได้ยินเพื่อนำมาท่องจำ และต้องเข้าเรียนสรุปการประชุมของทุกวันเพื่อเตรียมตัวสำหรับเรื่องที่จะต้องรายงานในวันถัดไปล่วงหน้าค่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่งเจอคำศัพท์ที่เป็นเฉพาะมากๆ คือคำว่า 「タネ」 (Tane) ถ้าแปลตามพจนานุกรมทั่วไปที่เคยเรียนมา มันจะแปลว่า ‘เมล็ด’ ใช่ไหมคะ แต่มีอยู่วันหนึ่งหนูได้ยินคำนี้จากฝ่ายบัญชี ตอนแรกก็งงว่าโรงงานผลิตโช้คอัพจะเอาเมล็ดมาจากไหน พอสอบถามพี่ๆ เพิ่มเติมถึงได้รู้ว่า ในบริบทการทำงานของบริษัทนี้ คำนี้เขาใช้เรียก ‘ที่มา เหตุผล หรือ ไอเดีย (Idea)’ ของงานค่ะ เหตุการณ์นี้ทำให้หนูรู้เลยว่า การเป็นล่ามเราไม่สามารถแปลตรงๆ จากพจนานุกรมอย่างเดียวได้ แต่ต้องเข้าใจบริบท หน้างาน และเจตนาของผู้พูดควบคู่ไปด้วยค่ะ”
ภาษาญี่ปุ่นในตำราเรียน กับภาษาที่พี่ๆ วิศวกรหรือช่างหน้างานใช้คุยกันจริงๆ ต่างกันเยอะไหม?
“ต่างกันพอสมควรเลยค่ะ ในห้องเรียนเราจะเน้นไวยากรณ์ที่ถูกต้อง ประโยคที่สมบูรณ์สละสลวย แต่ในการทำงานจริงหน้างาน โดยเฉพาะวิศวกรหรือช่างเทคนิค เขาจะเน้นความรวดเร็วและกระชับ จะใช้คำศัพท์เฉพาะทาง คำย่อ หรือคำสแลงที่ใช้กันเฉพาะในองค์กร เพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน นอกจากนี้ในชีวิตจริงต้องการความแม่นยำสูงมาก ตอนเรียนในห้องถ้าเราแปลผิด เรายังขออธิบายเพิ่มหรือแก้ไขได้ แต่อยู่หน้างานจริงในการประชุมหรือหน้าไลน์ผลิต มันมีเรื่องของเวลาและอารมณ์ความตึงเครียดของคนทำงานเข้ามาเกี่ยว เราไม่สามารถหยุดอธิบายซ้ำๆ ได้เสมอไป ดังนั้นต้องตั้งใจฟังและเข้าใจให้ถูกตั้งแต่แรก ช่วงแรกๆ หนูก็ฟังไม่ทันทั้งหมดค่ะ ต้องขอให้เขาพูดซ้ำแล้วรีบจดบันทึก เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเพราะมันจะส่งผลกระทบต่องานของฝ่ายอื่นๆ ด้วยค่ะ”
รับมือกับสถานการณ์หน้างาน และ Culture Shock ในโรงงานญี่ปุ่น
“ในฐานะล่ามที่ต้องอยู่ตรงกลางระหว่างคนไทยและคนญี่ปุ่น เคยเจอสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแทบทุกวันตลอด 4 เดือนเลยค่ะ ปัญหาที่เจอบ่อยคือ สไตล์การพูดที่ไม่เหมือนกัน คนไทยมักจะอธิบายสั้นๆ เอาแค่ใจความตรงประเด็น แต่คนญี่ปุ่นต้องการรายละเอียดและลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างชัดเจน ถ้าหนูแปลตามคำพูดตรงๆ เลย อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือตึงเครียดได้ วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของหนูคือ ต้องจับประเด็นสำคัญให้ได้ แล้วเรียบเรียงคำพูดใหม่ให้เหมาะสมกับผู้รับสาร ทวนซ้ำกับผู้พูดก่อนว่าต้องการสื่อแบบนี้ใช่ไหม เพื่อเลือกใช้ถ้อยคำที่ยังคงความหมายและเจตนาเดิมไว้ แต่ปรับให้เข้ากับบริบทและอารมณ์ของผู้ฟัง และคอยทวนความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายเพื่อลดความตึงเครียดค่ะ หน้าที่ของเราไม่ใช่แค่แปลภาษา แต่คือการสร้างความเข้าใจร่วมกันค่ะ เรื่องระบบงาน คนญี่ปุ่นทำงานเป็นระบบ มีระเบียบ ตรงต่อเวลามาก และหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน มีการติดตามอัปเดตและรายงานความคืบหน้าของงานแทบทุกวันเลยค่ะ แต่เรื่องวัฒนธรรมองค์กร เช่น การออกกำลังกายก่อนเริ่มงาน กิจกรรม 5ส. หรือการกำหนด KPI หนูปรับตัวได้ไวเพราะเคยเรียนวิชามารยาทและการสื่อสารในองค์กรญี่ปุ่นจากที่คณะศิลปศาสตร์มาก่อนแล้ว แต่เรื่องที่รู้สึกว่าเป็น Culture Shock และต้องปรับตัวมากๆ คือ กฎระเบียบด้านความปลอดภัยในโรงงานที่ญี่ปุ่นเคร่งครัดมาก เคร่งครัดกว่าที่คิดไว้เยอะเลยค่ะ เช่น ห้ามเดินนอกเส้นทางที่ตีเส้นกำหนดไว้เด็ดขาด, ห้ามใส่หูฟังขณะเดิน, ก่อนจะเดินข้ามทางแยกหรือจุดตัดในโรงงานต้องชี้นิ้วไปทางที่จะไปก่อนทุกครั้ง, ต้องจับราวบันไดตลอดเวลาที่ใช้งาน (หนูเคยเดินสะดุดบันไดครั้งหนึ่ง โชคดีมากที่จับราวไว้ ไม่งั้นเจ็บหนักแน่ๆ จากนั้นมาคือจับตลอดเลยค่ะ) และเราต้องอยู่ในพื้นที่ที่หัวหน้าสามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา เผื่อเขาเรียกใช้งาน แม้กระทั่งเวลาเลิกงานแล้วถ้ายังอยู่ในเขตบริษัทก็ต้องทำตามกฎนี้ ตอนแรกยอมรับว่าอึดอัดค่ะ เพราะคนรุ่นใหม่แบบเราจะชอบความยืดหยุ่น ความเป็นอิสระ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจว่า กฎเหล่านั้นมีไว้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและเซฟตัวเรากับทุกคนจริงๆ มันทำให้เรากลายเป็นคนคำนึงถึงความปลอดภัยส่วนรวมมากขึ้นค่ะ”
ความภูมิใจที่ชนะความกลัว และเป้าหมายใหม่ที่ชัดเจนขึ้น
“เหตุการณ์หรือความสำเร็จไหนตลอดการฝึกงานที่ทำให้พี่แบมรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่สุด คือ การก้าวข้ามความกดดันและความไม่มั่นใจของตัวเองได้ค่ะ ช่วงแรกๆ ที่ต้องล่ามในที่ประชุม แล้วเจอศัพท์ยากๆ แปลไม่ได้ทันที หนูรู้สึกกดดันจากสายตาของทุกคนที่รอฟังคำแปลอยู่ บางคำพูดที่ได้ยินก็ทำร้ายจิตใจเราจนเก็บไปคิดว่าเราทำได้ไม่ดีหรอ เผลอกดดันตัวเองจนเสียน้ำตาและสูญเสียความมั่นใจไปพักใหญ่เลยค่ะ แต่หนูคิดว่าในเมื่อร้องไห้ไปแล้ว เสียใจไปแล้ว แทนที่จะปล่อยให้ความรู้สึกนั้นมาหยุดเรา ก็เปลี่ยนมาทบทวนข้อบกพร่องและเตรียมตัวให้มากขึ้น ปรับมุมมองว่าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ และคนเรามีหลายรูปแบบ อย่าไปใส่ใจคนคอมเมนต์ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีเลย ตั้งใจทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด พอจบงานในแต่ละวัน หนูก็จะบอกตัวเองตลอดว่า ‘มันจบแล้ว เก่งมากที่ผ่านไปได้’ หลังจากปรับใจได้ หนูก็ได้รับงานที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ เช่น การเดินสำรวจโรงงานร่วมกับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นโดยไม่มีพี่เลี้ยงคอยช่วย หรือแม้กระทั่ง การขึ้นเวทีแปลคำกล่าวเปิดงาน TPM ของประธานบริษัทต่อหน้าพนักงานทั้งบริษัท ประสบการณ์พวกนี้ทำให้หนูเห็นพัฒนาการตัวเองชัดเจนมากว่าเราโตขึ้นและชนะความกลัวในวันแรกได้แล้วค่ะ”
ประสบการณ์ครั้งนี้เปลี่ยนมุมมองต่ออาชีพ ‘ล่าม’ และเป้าหมายในอนาคต
“เปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ ตอนแรกคิดว่าล่ามแค่แปลภาษาให้ถูกก็พอ แต่ความจริงคือเราต้องเข้าใจหน้างาน เข้าใจบริบท ถ่ายทอดอารมณ์ และต้องเรียนรู้ทักษะด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยเสมอ โลกอุตสาหกรรมมันกว้างมาก เป้าหมายหลังจากนี้ของหนูเลยชัดเจนขึ้นมากค่ะ คือหนูอยากพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นควบคู่ไปกับความรู้ด้านการทำงานในภาคอุตสาหกรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อให้ในอนาคตเราสามารถทำหน้าที่เป็นล่ามหรือผู้ประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้คนไทยและคนญี่ปุ่นทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นจริงๆ ไม่ใช่แค่แปลภาษาได้เฉยๆ ค่ะ”
ส่งต่อกำลังใจและขอบคุณวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต
“อยากบอกทุกคนว่า อย่ากลัวที่จะลองออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคย (Comfort Zone) ค่ะ เพราะการเรียนในห้องกับการทำงานจริงมันต่างกันมาก ช่วงแรกอาจจะกดดัน ฟังไม่ทัน หรือแปลผิด แต่อย่ายอมแพ้กับความผิดพลาด ให้มองว่ามันคือโอกาสในการเรียนรู้ เตรียมพื้นฐานภาษาให้แน่น ฝึกฟังฝึกพูดบ่อยๆ และเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมและการทำงาน เพราะล่ามที่ดีไม่ได้มีแค่ความรู้ทางภาษา แต่ต้องมีความรับผิดชอบ มีความกล้า และพร้อมพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ถ้ามีโอกาสดีๆ เข้ามา อยากให้รีบคว้าไว้นะคะ มันจะทำให้เราเติบโตขึ้นมากจริงๆ ค่ะ ตลอดเวลาที่เรียนที่สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น ศิลปศาสตร์ ม.รังสิต หนูได้รับทั้งความรู้ วัฒนธรรม และทักษะที่ใช้ได้จริงในโลกการทำงานค่ะ ที่สำคัญคือคณาจารย์พร้อมรับฟังและซัพพอร์ตนักศึกษาดีมาก ใครอยากไปแลกเปลี่ยนหรืออยากฝึกงานแบบไหน เดินไปแจ้งความประสงค์ได้เลย อาจารย์พร้อมช่วยเหลือและแนะนำช่องทางให้ตลอด นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังมีกิจกรรมให้ร่วมเยอะมากตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเรียน ปี 1 ซึ่งช่วยฝึกเรื่องความกล้าแสดงออกและการทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีมาก โดยเฉพาะเด็กทุนแบบหนูที่ต้องทำกิจกรรมอยู่แล้ว ทำให้ได้ทั้งเพื่อน ได้ทั้ง Connection และชั่วโมงกิจกรรมด้วย การฝึกงานครั้งนี้ทำให้หนูเห็นเลยว่า วิชาที่เรียนมา ทั้งตัวภาษา มารยาททางธุรกิจ และการปฏิบัติตัวในองค์กรญี่ปุ่น มันใช้ได้จริงทั้งหมดเลยค่ะ หนูต้องขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น วิทยาลัยศิลปศาสตร์ และมหาวิทยาลัยรังสิตมากๆ ค่ะ ที่คอยสนับสนุนและมอบโอกาสดีๆ แบบนี้ให้หนูได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการทำงานในอนาคตของหนูแน่นอนค่ะ”