114 ประเทศคุมเข้มมือถือในโรงเรียน โลกเริ่มเอาจริงจำกัดโซเชียลมีเดียและ AI สำหรับเด็กและเยาวชน จากเครื่องมือแห่งอนาคต สู่ความกังวลครั้งใหญ่ของโลก

โดย กองบรรณาธิการ TEN News สำนักข่าวการศึกษาไทย
…
ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา โลกเคยเชื่อว่าอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คือเครื่องมือสำคัญที่จะเปิดประตูสู่การเรียนรู้ยุคใหม่ เด็กสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้จากทุกมุมโลก ขณะที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างเร่งผลักดันเทคโนโลยีเข้าสู่ห้องเรียนอย่างเต็มรูปแบบ
แต่ในปี 2026 ทิศทางดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
รัฐบาลจำนวนมากเริ่มออกกฎหมายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กและเยาวชน ขณะที่อีกหลายประเทศหันมาควบคุมการใช้ AI ในโรงเรียนอย่างจริงจัง หลังจากงานวิจัยทั่วโลกเริ่มสะท้อนภาพตรงกันว่า การใช้เทคโนโลยีโดยขาดการกำกับดูแลกำลังส่งผลกระทบต่อสมาธิ สุขภาพจิต พัฒนาการทางสังคม และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กในวงกว้าง
รายงาน Global Education Monitoring Report ของ UNESCO ระบุว่า ปัจจุบันมีประมาณ 114 ประเทศทั่วโลก หรือคิดเป็นราว 58% ของระบบการศึกษาทั่วโลก ที่มีมาตรการห้ามหรือจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเพียง 24% เมื่อไม่กี่ปีก่อน
บทวิเคราะห์ UNESCO:
https://www.unesco.org/gem-report/en/articles/phone-bans-schools-are-spreading-worldwide-policy-debate-rages
เมื่อ “เศรษฐกิจแห่งความสนใจ” กลายเป็นภัยเงียบต่อเด็ก
สาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายประเทศเริ่มหันมาควบคุมโซเชียลมีเดีย ไม่ได้เกิดจากการต่อต้านเทคโนโลยี แต่เกิดจากความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับรูปแบบการออกแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลสมัยใหม่
นักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Attention Economy หรือ “เศรษฐกิจแห่งความสนใจ” ซึ่งหมายถึงการแข่งขันของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อแย่งชิงเวลาของผู้ใช้งานให้นานที่สุด
ฟีเจอร์อย่างการเลื่อนหน้าจอแบบไม่สิ้นสุด (Infinite Scroll) การเล่นวิดีโออัตโนมัติ (Auto Play) การแจ้งเตือนต่อเนื่อง และระบบแนะนำเนื้อหาด้วยอัลกอริทึม ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจของผู้ใช้ให้ใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มมากขึ้น
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ เด็กจำนวนมากใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันอยู่กับหน้าจอ ส่งผลต่อคุณภาพการนอน สมาธิในการเรียน การเข้าสังคม และสุขภาพจิต
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รายงานว่า นักเรียนที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลมากเกินไปมักมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง ขณะที่การถูกรบกวนจากการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้
ข้อมูลเพิ่มเติม:
👉 https://www.oecd.org/en/topics/learning-time-and-disciplinary-climate.html
AI กำลังช่วยเด็ก หรือกำลังคิดแทนเด็ก?
ขณะเดียวกัน การมาถึงของ Generative AI เช่น ChatGPT, Gemini, Grok และระบบ AI ผู้ช่วยด้านการเรียนรู้ กำลังสร้างความท้าทายครั้งใหม่ให้กับระบบการศึกษาทั่วโลก
ครูจำนวนมากเริ่มพบว่านักเรียนใช้ AI ในการเขียนรายงาน ทำการบ้าน วิเคราะห์ข้อมูล และตอบคำถามแทนการคิดด้วยตนเอง
แม้ AI จะเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการช่วยการเรียนรู้ แต่ UNESCO เตือนว่า หากใช้อย่างไม่เหมาะสม อาจส่งผลให้เด็กขาดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง
UNESCO จึงออกคู่มือ Guidance for Generative AI in Education and Research เพื่อเสนอแนวทางให้สถานศึกษาใช้ AI อย่างสมดุล โดยย้ำว่า AI ควรเป็น “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ผู้คิดแทน”
ข้อมูลเพิ่มเติม:
https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000386693
ออสเตรเลีย ประเทศแรกที่ประกาศสงครามกับโซเชียลมีเดียเด็ก
ประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเวลานี้คือออสเตรเลีย
รัฐบาลออสเตรเลียผ่านกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, TikTok, X, YouTube และ Reddit พร้อมกำหนดบทลงโทษทางการเงินที่รุนแรงต่อบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่สามารถป้องกันการเข้าถึงของเด็กได้
มาตรการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการและผู้ปกครองจำนวนมากที่เชื่อว่าปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชนกำลังเชื่อมโยงกับการใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้น
ข้อมูลเพิ่มเติม:
https://www.reuters.com/legal/government/australia-europe-countries-move-curb-childrens-social-media-access-2026-06-15/
ยุโรปและเอเชียเริ่มเดินตาม
หลังออสเตรเลียประกาศใช้กฎหมาย หลายประเทศเริ่มขยับตามอย่างรวดเร็ว
สหราชอาณาจักรกำลังผลักดันมาตรการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี พร้อมควบคุม AI Companion หรือ AI เพื่อนเสมือน รวมถึงฟีเจอร์ที่ถูกมองว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตของเยาวชน
ข้อมูลเพิ่มเติม:
https://www.gov.uk/government/publications/fact-sheet-new-rules-to-protect-children-online
ในเอเชีย อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศแรกของอาเซียนที่ประกาศจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยให้เหตุผลเรื่องการเสพติด การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ เนื้อหาไม่เหมาะสม และการหลอกลวงทางดิจิทัล
มาเลเซียเริ่มบังคับใช้ระบบยืนยันอายุสำหรับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ขณะที่ตุรกีได้ผ่านกฎหมายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีแล้วเช่นกัน
อีกหลายประเทศกำลังเร่งออกกฎหมายใหม่
รายงานของ Reuters ระบุว่าหลายประเทศกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำหรือพิจารณากฎหมายลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เดนมาร์ก สเปน กรีซ โปแลนด์ สโลวีเนีย นอร์เวย์ สวีเดน ออสเตรีย เยอรมนี แคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย
หลายประเทศเริ่มเห็นตรงกันว่าการปล่อยให้เด็กเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยไม่มีมาตรการป้องกัน อาจสร้างต้นทุนทางสังคมและสุขภาพจิตที่สูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับ
ข้อมูลเพิ่มเติม:
https://www.reuters.com/legal/government/australia-europe-countries-move-curb-childrens-social-media-access-2026-06-15/
AI ในโรงเรียน กำลังถูกจำกัดมากขึ้น
นอร์เวย์ถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่ออกมาตรการจำกัดการใช้ Generative AI ในระดับประถมศึกษา โดยให้เหตุผลว่าเด็กควรพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเองก่อน
ในสหรัฐอเมริกา หลายรัฐเริ่มออกแนวทางควบคุมการใช้ AI ในการบ้าน การสอบ และการประเมินผลการเรียน ขณะเดียวกันก็กำลังพิจารณากฎหมายควบคุม AI Companion สำหรับผู้เยาว์
งานวิจัยทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณอะไร
แม้จะยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการแบนหรือจำกัดเทคโนโลยี แต่ผลการศึกษาจำนวนมากเริ่มชี้ไปในทิศทางเดียวกัน
งานวิจัยด้านการศึกษาพบว่า แม้เพียงมีโทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะเรียน ก็สามารถลดสมาธิและประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูลของนักเรียนได้
งานวิจัยด้านสุขภาพจิตพบว่าการใช้โซเชียลมีเดียในระดับสูงมีความสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และปัญหาภาพลักษณ์ของตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิง
ขณะที่งานวิจัยล่าสุดในปี 2026 เรื่อง “Actions Speak Louder Than Chats: Investigating AI Chatbot Age Gating” พบว่า AI Chatbot หลายระบบสามารถประเมินอายุผู้ใช้ได้ แต่ยังไม่มีการบังคับใช้ข้อจำกัดด้านอายุอย่างจริงจังเท่าที่ควร
ข้อมูลเพิ่มเติม:
https://arxiv.org/abs/2602.10251
ไทยเริ่มขยับแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้น "แบน"
แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีการออกกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กแบบออสเตรเลียหรืออินโดนีเซีย แต่ในปี 2569 กระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มขับเคลื่อนนโยบายรับมือปัญหา Social Media และ Screen Time อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยยึดหลัก “ปกป้องเด็กเล็ก ควบคู่กับการสร้างทักษะ AI Literacy สำหรับเด็กโต” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า แนวทางดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งการกำหนดแนวปฏิบัติการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน การสร้างสุขภาวะดิจิทัล และการส่งเสริมการรู้เท่าทัน AI เพื่อให้เด็กสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและมีวิจารณญาณมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีมาตรการ “เก็บมือถือ-คุมโซเชียล” ในโรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์) ได้ประกาศมาตรการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและโทรศัพท์เคลื่อนที่ในห้องเรียนสำหรับโรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้งหมด 437 โรงเรียน โดยให้เริ่มต้นบังคับใช้อย่างจริงจังตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป
แต่แนวทางทั้งหลายของไทยยังแตกต่างจากหลายประเทศในยุโรปที่เลือกใช้แนวทางจำกัดหรือแบน AI บางรูปแบบในโรงเรียน ประเทศไทยยังคงสนับสนุนการใช้ AI เพื่อการเรียนรู้ แต่เน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านจริยธรรมและการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ผ่านคู่มือการใช้ AI สำหรับครู นักเรียน โรงเรียน และผู้ปกครองที่กระทรวงศึกษาธิการเผยแพร่ในปี 2568
ดังนั้น เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย จะพบว่ายังไม่มีการออกกฎหมายระดับชาติที่จำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กโดยตรง
มาตรการส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบของการขอความร่วมมือ การกำหนดกฎเฉพาะในแต่ละโรงเรียน และการรณรงค์เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เด็กเข้าถึงสมาร์ทโฟนและแพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่การใช้งาน TikTok, YouTube และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ อยู่ในระดับสูงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยควรแบนเทคโนโลยีหรือไม่ แต่คือจะสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้อย่างไร
บทสรุป: โลกไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่กำลังปกป้องอนาคตของเด็ก
สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่กระแสต่อต้านเทคโนโลยี หากแต่เป็นความพยายามของรัฐบาลทั่วโลกในการปรับตัวต่อความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นเร็วกว่ากฎหมายและระบบการศึกษา
วันนี้มีมากกว่า 20 ประเทศที่ออกกฎหมายหรือกำลังผลักดันกฎหมายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก ขณะที่ 114 ประเทศทั่วโลกมีมาตรการจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน และหลายประเทศเริ่มกำหนดกรอบควบคุม AI สำหรับเยาวชนอย่างจริงจัง
คำถามสำคัญในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ใช่ว่า “เด็กควรใช้เทคโนโลยีหรือไม่”
แต่คือ “จะทำอย่างไรให้เด็กใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย โดยไม่สูญเสียทักษะการคิด การเรียนรู้ และสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอนาคต”