เด็ก 6 แสนคนหลุดระบบ! งานวิจัยสะท้อน เขาไม่ได้ทิ้งโรงเรียน แต่โรงเรียนต่างหากที่ไม่มีที่ให้พวกเขา

อนาคตที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่เด็กที่ไม่อยากเรียน แต่คือเด็กที่ “อยากเรียน” แต่ไม่มีที่ให้เรียน

สรุปประเด็นสำคัญ

  • งานวิจัย “การคาดการณ์อนาคตการศึกษาทางเลือก” (2566) โดย NIDA ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ศึกษาเยาวชนอายุ 15–24 ปีที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษาปกติ
  • พบเยาวชน 6 กลุ่มที่ถูกผลักออกจากห้องเรียน ทั้งไร้บัตรประชาชน ยากจน ครอบครัวไม่พร้อม พ่อแม่วัยใส ผู้พิการ และกลุ่มที่การศึกษาไม่ตอบโจทย์ชีวิต
  • วางฉากทัศน์ 4 แบบใน 5–10 ปีข้างหน้า ซึ่งก็คือช่วงปี 2571–2576 ที่กำลังจะมาถึง
  • ข้อสรุปตรงไปตรงมา: ไม่ใช่เด็กที่ต้องใฝ่เรียนฝ่ายเดียว แต่ “การศึกษาต้องปรับตัวเข้าหาเด็ก”

เราคุ้นกับคำว่า “เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา” จนแทบไม่ทันสังเกตว่าคำนี้วางภาระไว้ที่ตัวเด็ก ราวกับว่าเด็กเป็นฝ่ายปล่อยมือเอง แต่งานวิจัยชิ้นนี้ชวนมองกลับด้าน ว่าเด็กจำนวนมากไม่ได้ “เลือก” ออก หากถูกเงื่อนไขชีวิตบีบจนไม่เหลือทางให้อยู่ต่อ

หลายปีที่ผ่านมา ทั้งโควิด-19 และเศรษฐกิจที่ถดถอยทำให้หลายครอบครัวแบกค่าใช้จ่ายการศึกษาของลูกไม่ไหว เด็กจำนวนไม่น้อยต้องเดินออกจากรั้วโรงเรียนไปเป็นแรงงานไร้ทักษะ และติดอยู่ในวงจรความยากจนข้ามรุ่นที่ยากจะหลุดพ้น

ตัวเลขยืนยันว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเล็ก กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาลดลงจากกว่า 1 ล้านคนในปี 2566 เหลือ 603,095 คนในปี 2568 แม้จะเป็นความคืบหน้าที่น่ายินดี แต่ก็หมายความว่ายังมีเด็กอีกกว่า 6 แสนคนที่ระบบการศึกษายังเอื้อมไปไม่ถึง

6 กลุ่มเยาวชน ที่ห้องเรียนแบบเดิมไม่มีที่ให้

  1. กลุ่มชาติพันธุ์ ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน จึงเข้าไม่ถึงสิทธิทางการศึกษา
  2. ฐานะยากจน แบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว ต้องออกมาหาเงินเลี้ยงครอบครัว
  3. ครอบครัวไม่พร้อม พ่อแม่หย่าร้าง ผู้ปกครองไม่มีเวลา หรือมองว่าการเรียนเป็นภาระ
  4. พ่อแม่วัยใส ตั้งครรภ์ ต้องเลี้ยงลูกและหารายได้
  5. มีข้อจำกัดทางร่างกาย เดินทางไปเรียนไม่ได้ ขาดสื่อการเรียนที่เหมาะสม และต้องใช้เวลาเรียนนานกว่า
  6. สละโอกาสทางการศึกษา เพราะการเรียนไม่ตอบโจทย์ชีวิตและการทำงาน เข้ากับสังคมในโรงเรียนไม่ได้ ติดยา หรือติดเกม

เมื่อไล่ดูทั้ง 6 กลุ่ม จะเห็นว่ามีเพียงกลุ่มสุดท้ายที่ดูเหมือน “เลือกเอง” และแม้แต่กลุ่มนั้น เหตุผลอันดับแรกก็คือการศึกษาไม่ตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขา ส่วนอีก 5 กลุ่ม ปัญหาอยู่ที่บัตรประชาชน เงิน ครอบครัว ร่างกาย และภาระเลี้ยงลูก ไม่ใช่ความขี้เกียจ

4 ฉากทัศน์อนาคต แล้วเรากำลังเดินไปทางไหน?

คณะผู้วิจัยใช้ 2 ตัวแปรวางภาพอนาคตใน 5–10 ปี คือ “ความมุ่งมั่นของเยาวชน” และ “ทางเลือกทางการศึกษาที่เข้าถึงได้” ได้ออกมาเป็น 4 ฉากทัศน์

อนาคต #1 — เยาวชนมุ่งมั่น + ทางเลือกหลากหลาย → ภาพที่ทุกฝ่ายอยากเห็น

อนาคต #2 — เยาวชนมุ่งมั่น + ทางเลือกน้อย → ตั้งใจสู้ แต่ไม่มีตัวช่วย

อนาคต #3 — เยาวชนขาดความมุ่งมั่น + ทางเลือกหลากหลาย → มีประตูเปิด แต่ไม่มีใครเดินเข้า

อนาคต #4 — เยาวชนขาดความมุ่งมั่น + ทางเลือกน้อย → ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด

ฉากทัศน์ที่ควรทำให้ทุกคนสะดุ้งมากที่สุดคือ อนาคต #2 เพราะในภาพนี้ เด็กทำทุกอย่างที่สังคมเรียกร้องแล้ว ทั้งอยากเรียน อยากสร้างอนาคตให้ตัวเองและครอบครัว แต่สิ่งที่ขาดคือระบบที่พร้อมรองรับ ถ้าเด็กกลุ่มนี้ยังหลุด ก็ไม่มีใครโทษเด็กได้อีกต่อไป

งานวิจัยนี้ทำเมื่อปี 2566 วันนี้ผ่านมาราว 3 ปีแล้ว คำถามที่สังคมควรถามดัง ๆ คือ ประเทศไทยกำลังเดินไปสู่อนาคตแบบไหน

ข้อควรระวัง: อย่าโยนภาระให้เด็กฝ่ายเดียว

ถ้ายังมองว่าเด็กที่หลุดจากระบบคือเด็ก “ไม่เอาเรียน” นโยบายก็จะวนอยู่กับการตามตัวเด็กกลับมาเรียนในรูปแบบเดิมที่เคยผลักพวกเขาออกไป งานวิจัยชี้ว่าทางแก้ต้องเริ่มที่ระบบ ไม่ใช่ที่ตัวเด็ก

“การศึกษาทางเลือก” คือคำตอบที่ต้องจริงจังกว่าเดิม

การศึกษาทางเลือก (Alternative Education) คือการศึกษาที่จัดแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปในบางส่วน หลักสูตรยืดหยุ่น ปรับให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของผู้เรียน และกระจายความเป็นเจ้าของในการจัดการศึกษาไปยังประชาชน งานวิจัยชี้ว่าแนวทางนี้จะยิ่งสำคัญขึ้นในการแก้ความเหลื่อมล้ำ ทั้งป้องกันการหลุดออกจากระบบ เพิ่มโอกาสเข้าถึงหลักสูตรที่ยืดหยุ่น และเปิดให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมออกแบบระบบ

การศึกษาทางเลือกที่ตอบโจทย์อนาคต ต้องเป็นแบบนี้

  • เชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อกับทางเลือกอื่นและการศึกษาทางหลัก
  • ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลลัพธ์และประสิทธิผลได้เต็มที่
  • น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของผู้รับช่วงต่อ ทั้งสถานศึกษาและนายจ้าง
  • คล่องตัว ยืดหยุ่น และปรับตัวได้ทันเวลา

แนวทางส่งเสริมที่งานวิจัยเสนอ

  • บูรณาการเข้ากับการศึกษาทางหลัก
  • ยืดหยุ่นและประหยัดขึ้นด้วยเทคโนโลยี
  • เชื่อมต่อทางเลือกที่หลากหลาย และเพิ่มความน่าเชื่อถือต่อโอกาสข้างหน้า
  • พัฒนาศักยภาพเชิงพลวัตของทรัพยากร
  • ทบทวนกฎกติกาให้เอื้อต่อนวัตกรรม

ข้อเสนอข้อสุดท้ายอาจสำคัญที่สุด เพราะหากกฎระเบียบยังยอมรับเฉพาะการเรียนแบบเดิม วุฒิจากเส้นทางทางเลือกก็จะไม่ถูกยอมรับ และเด็กที่เลือกเส้นทางนี้ก็จะติดอยู่กับ “ใบรับรองที่ไม่มีใครเชื่อ”

ไม่ใช่เด็กที่ต้องปรับตัวเข้าหาระบบฝ่ายเดียว
แต่ “การศึกษาต้องปรับตัวเข้าหาเด็ก”

คุณคิดว่าวันนี้ประเทศไทยอยู่ในอนาคตแบบไหน #1 #2 #3 หรือ #4? ร่วมแสดงความเห็นกับสำนักข่าวการศึกษาไทย

ที่มา: โครงการวิจัย “การคาดการณ์อนาคตการศึกษาทางเลือก” (2566) โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. | อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม: eef.or.th | ตัวเลขเด็กนอกระบบปี 2568: กระทรวงศึกษาธิการ

#สำนักข่าวการศึกษาไทย #กสศ #การศึกษายืดหยุ่น #การศึกษาทางเลือก #เด็กนอกระบบ #ThailandZeroDropout

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *